2007/Feb/14

มินาขอตัวแยกเดินขึ้นบันไดที่เชื่อมต่อไปยังห้องบนหอคอย เธอโบกมือเล็กน้อยให้เอเดรสที่เดินเลี่ยงออกไปด้านหลังปราสาท

มินาเปิดประตูห้องและปิดมันอย่างเบามือ เพราะสังเกตเห็นดานูปที่ยืนกุมมือมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยสายตาเศร้าสร้อยผิดจากท่าทางที่นางมักจะยิ้มแย้มเสมอ

ดานูป.มินาเดินเข้าไปใกล้ๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสบนบ่าของดานูปอย่างนุ่มนวล

อ้อ...มินา เจ้ามาแล้วเหรอ ดานูปเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที

เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจอย่างนั้นหรือ..?มินาถามต่อ

แววตาที่เศร้ามองของดานูปมันไม่ได้ช่วยปกปิดสิ่งที่นางกังวลได้เลย แม้นางจะชักสีหน้ายิ้มแย้มสักปานใด

เอ่อ..... ข้าเห็นท่านอัสรันเร่งรีบออกไป....ท่านเซริมอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็เป็นได้สีหน้าเป็นกังวลของดานูปเพิ่มขึ้น

ดูเจ้าจะกังวลเสียจริง.....หรือว่าเจ้า....มินาพูดพลางมองเข้าไปในแววตาเศร้าของดานูปราวกับเดาความนึกคิดของนางออกจนหมดสิ้น

เอ่อ....ไม่นะ ข้าไม่ได้ อ่อ ข้าเพียงแต่....อ่า..ดานูปเลื่อนสายตาไปด้านข้างและนั่งลงยังเก้าอี้ไม้ใกล้กับโต๊ะข้างเตียงนอน

ข้าคิดว่าคงจะไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก...เจ้าอย่าได้กังวลจนเกินเหตุ...หรือหากมีอะไรท่านอัสรันคงช่วยได้...มินานั่งลงบนเตียงนอนพลางโน้มตัวยื่นมือมาสัมผัสมือดานูป

นั่นสินะ...ดานูปยิ้ม

จริงสิ ดานูป ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามเจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างหน่อยได้ไหม มินาพูดขึ้น

หากข้าสามารถตอบได้ ข้าจะตอบ...เจ้ามีเรื่องอะไรที่อยากรู้งั้นหรือ??ดานูปมองมินาด้วยแววตาฉงนเล็กน้อย

มินายืนขึ้นและเดินไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนจะหันมาพูดต่อ

ดวงตาสีแดง มันคืออะไรกัน...ข้าได้ยินท่านโหรพูดกับท่านเคานท์ถึงเจ้าสิ่งนี้ราวกับมันเป็นสินที่สำคัญใหญ่หลวงมินาเอ่ยขึ้น

มันคือ ดวงตาแห่งโลหิตที่ เมื่อก่อนเคยผนึกเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างของรูปปั้นซาตาน ก่อนที่ ดวงตาอีกข้างถูกขโมยออกไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน..... ข้าได้ฟังเพียงจากคำบอกเล่าจากแวมไพร์สู่แวมไพร์เท่านั้น....ดานูปเอ่ย

รูปปั้นซาตาน อยู่ที่ใดกัน?? มินาถามต่อ

รูปปั้นซาตานอยู่ในสธูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงท่านเคานท์หรือผู้มีสายเลือดแห่งผู้นำแวมไพร์เท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ แต่บัดนี้สธูปนั้นได้พังทลายลงเพราะดวงตาอีกข้างเริ่มสั่นครอน....แรงสั่นสะเทือนก่อนหน้านั้นยังไงล่ะดานูปชี้ออกไปหน้าต่าง ไปยังที่ตั้งเดิมของสธูปที่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง

แวมไพร์ตนอื่นเคยเล่าว่า ดวงตาแห่งโลหิตทั้ง 2 ดวง มีความสำคัญต่ออาณาจักรแวมไพร์ และดินแดนปีศาจทั้งหมด ราวกับว่าหากไม่มีมัน ดินแดนทุกดินแดนก็จะล่มสลายสิ้น....ดานูปเล่าต่อ

หากมันเหลือเพียงดวงเดียวเล่า?มินาซักต่อ

ข้าก็หารู้ไม่... แต่สิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว หรือ หิมะที่หยุดตก อากาศที่เริ่มอุ่นขึ้น อาจจะเป็นสัญญาณเตือนเริ่มแรกที่เริ่มสำแดงเพื่อเตือนภัยว่า ดินแดนแวมไพร์ใกล้จะถึงคราววิบัติ....ดานูปยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างกวัดแกว่งอากาศ

เจ้าเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องต่างๆ มากมาย....คงหวาดกลัวกับสิ่งที่พบเห็นมากนัก...แต่สิ่งที่เจ้าได้เห็นใช่ว่าต้องการให้มันเกิดขึ้น......แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนที่ดินแดนแห่งนี้ก็ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรจากเมืองของมนุษย์ที่เราเคยอาศัยอยู่เลย.....แม้มันจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะอันหนาวเหน็บหรือมีเพียงแสงแห่งราตรีกาลเท่านั้น....แวมไพร์ที่นี่รักสันติสุขไม่ต่างจากมนุษย์

เจ้าคงลืมความเป็นมนุษย์สิ้นไปแล้ว.... ที่แห่งนี้ก็คงมีเพียงข้าที่เป็นมนุษย์มินาเอ่ย

ที่เจ้าได้รับอันตรายนั้น ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวบนดินแดงแห่งนี้หรอก เจ้าคงไม่รู้ว่าท่านเคานท์สั่งให้เราทั้งหมดที่รู้เรื่องการมาของเจ้า ปกปิดความเป็นมนุษย์ของเจ้า...

ข้าคงเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง ที่เลี้ยงไว้ดูเล่นกระมัง........พอเบื่อหน่ายก็ถูกกินเป็นอาหาร มินาเน้นเสียงหนัก

หากเจ้าลองที่จะเรียนรู้และลองปรับตัวเข้าหาพวกเรา.....เจ้าจะรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้มีเพียงด้านที่ชั่วร้ายหรือมีเขี้ยวที่แหลมคมไว้สังหารและดื่มเลือดเหยื่อ .....อีกด้านหนึ่งพวกเราก็ไม่ต่างจากมนุษย์..เพียงแค่บรรยากาศหนาวเหน็บรอบตัวพวกเราสร้างให้เราดูน่ากลัวเท่านั้น...แต่ภายในจิตใจที่ดูเย็นชา..มันโหยหาไออุ่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป.....แวมไพร์ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนมาจากที่ๆ โหดร้ายทั้งสิ้น มีดินแดนแห่งนี้แหล่ะที่ทำให้ พวกเขารู้สึกปลอดภัย....พวกเราก็หวาดกลัวไม่ต่างจากมนุษย์หรอกนะ..ดานูปจูงมือมินามานั่งลงบนเตียง

พระเจ้าคงเกลียดข้า ที่คอยแกล้งข้าให้เจอแต่เรื่องร้ายๆๆมินาพูดตัดพ้อตัวเอง พลางโผเข้ากอดดานูป

ทุกอย่างมันล้วนเป็นโชคชะตาที่ทุกคนต้องเผชิญ..เหมือนเป็นบททดสอบจิตใจของแต่ละคนว่าเราจะเข้มแข็งพอที่จะผ่านอุปสรรคน้อยใหญ่ไปได้หรือไม่..แต่สุดท้ายข้าเชื่อว่า เราจะได้พบกับสิ่งที่ดีๆเสมอ..ดานูปพูดพลางกอดมินา

ที่เจ้าเล่าว่า แวมไพร์ที่อยู่ที่นี้ ล้วนมาจากที่ๆ โหดร้ายทั้งสิ้น....ก็คงไม่ต่างจากข้าเช่นกันสินะ แต่สิ่งที่ต่างไปคือข้าพบเจอสิ่งที่โหดร้ายครั้งในอดีตแล้ว ก็ยังต้องมาเจอกับสิ่งที่โหดร้ายกว่าอีก....มันเป็นโชคชะตาที่ทำให้ข้ามาอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ...แต่เหตุใดบททดสอบของข้ามันช่างลำบากแสนเข็นอีกทั้งพิสดารเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังมินาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพูดถึงโชคชะตาที่โหดร้ายของตัวเอง

เอาเถอะ....ข้าว่าตอนนี้เจ้าควรจะได้พักผ่อนเสียที...และเจ้าคงจะหิวแล้วเป็นแน่ ข้าจะออกไปนำอาหารขึ้นมาให้เจ้าแล้วกัน มินาดานูปลุกขึ้นจากเตียงก่อนสั่งให้มินานอนพักในช่วงที่นางจะไปนำอาหารขึ้นมาให้ มินาพักหน้าเป็นตอบรับ ก่อนที่ดานูปจะเดินออกจากขึ้นไป

เรื่องราวของดวงตาสีแดง หรือ ดวงตาแห่งโลหิตที่เธอได้รับรู้ ถือเป็นข้อมูลที่ทำให้เธอพอจะเข้าใจดินแดนแห่งนี้และสิ่งที่ดินแดนแห่งนี้กำลังเผชิญอยู่ได้มากขึ้น....แต่ยังไงซะมินาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดดวงตาสีแดงถึงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์กับเธอทุกครั้งที่มีวาลาร์ดอยู่ด้วย.....ทำไมดวงตานั้นถึงได้แสดงอำนาจกับเธอที่เป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอ....คำถามนี้เธอไม่อาจจะถามดานูปได้....เพราะเธอรู้ดีว่าผู้ที่จะไขข้อกังขาทั้งหมดให้เธอคือใคร

พวกเรามาขอพบท่านเคานท์วาลาร์ด!!เสียงตะโกนจากชายผู้หนึ่งดังขึ้นป่วนความเงียบงันในห้องบนคอยคอย มินาจึงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างเพื่อมองหาต้นต่อของเสียงนั้น

ด้านล่างของปราสาท มินามองเห็นแวมไพร์ อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็คงเป็นแวมไพร์ แวมไพร์ชายหญิงร่วม 10 คน มายืนออกันหน้าทหารสองนายหนึ่ง ด้านหน้าของปราสาทอิสคราริโอท ทหารสองนายปรึกษากันซักพักจึงให้หนึ่งในสองคนนั้นเข้าไปในปราสาท

มินาสงสัยจับจิตเหลือเกินว่าแวมไพร์เหล่านั้นมาด้วยเรื่องอะไรกัน ทั้งหมดล้วนทำสีหน้าหงุดหงิดและเป็นกังวลไม่ต่างกัน เธอจึงแอบออกจากห้องเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ยังด้านล่างก่อนที่ ดานูปจะกลับมา

ท่านเคานท์คอยอยู่ในห้องโถงเรียบร้อยแล้ว พวกท่านตามข้ามาทหารที่เข้าไปรายงานท่านเคานท์กลับออกมาเพื่อบอกแวมไพร์ทั้งหมดเข้าพบวาลาร์ดได้

มินาลงมาถึงช่วงกลางปราสาทที่แวมไพร์ทั้งหมดกำลังเดินขึ้นไปยังห้องโถงด้านใด มินาพลางตัวอยู่หลังเสาหินต้นใหญ่ที่เรียงเป็นทางยาวก่อนจะถึงประตูทางเข้าห้องโถง

ท่านเคานท์ขอรับ แวมไพร์ยังหมู่บ้านด้านล่าง มาถึงแล้วขอรับทหารแวมไพร์รายงานวาลาร์ดก่อนจะโค้งตัวเดินออกไป เมื่อวาลาร์ดพยักหน้าให้

วาลาร์ดลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กไหลที่ด้านบนของเก้าอี้สลักรูปค้างค้าวตัวใหญ่ วาลาร์ดเดินมาเบื้องหน้าของเก้าอี้เล็กน้อยเพื่อสนทนากับแวมไพร์กลุ่มนี้ ครู่หนึ่งแกรนด์เซลเดินออกมาจากประตูบานเล็กด้านข้างของห้อง เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้อย่างสงบ

ท่านเคานท์ พวกข้าเป็นตัวแทนของแวมไพร์ทั้งหมดที่อาศัยยังหมู่บ้านด้านล่าง บัดนี้พวกเราอยู่อย่างหวาดกลัว กับสิ่งที่เกิดขึ้นแวมไพร์ตนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของแวมไพร์ในนั้น ก้าวขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวแทนพูดกับวาลาร์ด

พวกเจ้าหวาดกลัวสิ่งใดกัน? วาลาร์ดเอ่ย

เอ่อ....เมื่อหลายราตรีก่อน.....พวกข้าเห็นแสงสีแดงพุ่งขึ้นหายขึ้นไปในก้อนเมฆ....และแรงสั่นสะเทือนเมื่อตอนนั้น..........รวมไปถึงแผ่นดินที่สั่นไหวนานกว่าเมื่อตอนแรก ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้....ข้าเพียงอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น...เขาพูดเสียงสั่นรัวและประหม่า เมื่อมองขึ้นไปประทะแววตาสงบนิ่งของวาลาร์ด

วาลาร์ดล่วงรู้ในทันที เมื่อได้ยินคำพูดของแวมไพร์หนุ่ม ด้วยปรากฏการณ์ต่างๆ นาๆ ที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งปกติ แวมไพร์ไพร์เหล่านี้อาจระแคะระคายไปถึงเรื่องของดวงตาแห่งโลหิตที่ถูกขโมยรวมไปถึงการพังทลายของสธูปศักดิ์สิทธิ์

แวมไพร์หนุ่มหันไปพูดกับแวมไพร์ที่ในกลุ่ม ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ไม่มั่นใจว่าหากพูดออกไป ตนจะถูกลงโทษหรือไม่

บริเวณที่เกิดลำแสงสีแดง.....เอ่อ พ่อข้าบอกว่า....ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของสธูปศักดิ์สิทธิ์..

สิ่งที่เกิดขึ้น..มันคงทำให้พวกเจ้าหวาดกลัว...หวาดระแวงและเป็นกังวลอย่างมากใช่หรือไม่ วาลาร์ดพูดตัดบทขึ้น เพราะหากให้แวมไพร์หนุ่มพูดมากไปกว่านี้...สิ่งที่ยังอย่างรักษาให้เป็นความลับอาจจะถูกเปิดเผยก็เป็นได้

วาลาร์ดเดินลงไปหาชายหนุ่ม และหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

แต่ข้าก็ต้องขออภัยพวกเจ้าด้วยเช่นกันที่ไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญยิ่ง ทั้งที่พวกเจ้าทั้งหลายก็สมควรจะได้รับรู้.เพียงแต่ข้าไม่ต้องการให้แวมไพร์ทั้งหลายต้องมารับรู้ถึงสิ่งที่พวกข้ากำลังรับมือ....แต่ในเมื่อครานี้พวกเจ้าเกิดความระแวงสงสัย ถึงความไม่มั่นคงของดินแดนรวมไปถึงตัวข้า...ข้าก็คงไม่อาจปกปิดพวกเจ้าได้วาลาร์ดเอ่ยพลางประสานตากับแวมไพร์หนุ่มตรงหน้า

ความเชื่อมั่นและภักดีต่อท่านเคานท์ของเราไม่เคยสั่นครอนแม้สักครั้ง...เอ่อ...เพียงแต่ ขอให้พวกแวมไพร์ชั้นล่างอย่างพวกข้า ได้เป็นส่วนหนึ่งแม้มันจะเป็นเพียงพลังที่เล็กน้อยมากสำหรับท่านเคานท์แต่พวกข้าก็ไม่เพียงแค่เฝ้าดูและรอการช่วยเหลือเท่านั้นแวมไพร์หนุ่มเอ่ยด้วยถ้อยอย่างขึงขังพร้อมยิ้มตอบรับสายตานั้น

วาลาร์ดหันหลังกลับเดินกลับขึ้นมาหยุดอยู่หน้าเก้าอี้ และชำเลืองตาสื่อสารบางอย่างกับแกรนด็เซลก่อนที่จะหันหลังกลับมามองเหล่าแวมไพร์อีกครั้ง

ข้าคงจะปิกปิดพวกเจ้าไม่ได้ ว่าขณะนี้อาณาจักรของเรากำลังถูกลุกลานจากผู้ที่ต้องการจะครอบครองดินแดนแวมไพร์ บันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้น ซึ่งสัญญาณการลุกล้ำของศัตรูที่หวังจะทำลายและยึดครองดินแดนของเราทั้งสิ้น ....แต่ข้าหาได้นิ่งนอนใจไม่...ข้าจะยุติสิ่งที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด...ถือเป็นคำสัญญาจากข้าในฐานะแวมไพร์ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ วาลาร์ดเอ่ยพร้อมฉายแววตาแห่งความมั่นใจให้เห็น

ข้าไม่ต้องการให้แวมไพร์ด้านล่างเกิดความหวาดกลัว และตื่นตระหนกไปมากกว่านี้ ข้าย่อมรู้สึกผิดที่ทำให้เหล่าพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์รู้สึกเช่นนั้นวาลาร์ดพูดต่อ

ท่านเคานท์โปรดวางใจ....พวกข้าที่มาในวันนี้จะไม่มีตนใจเพ่งพลายเรื่องที่ได้รู้ในวันนี้เด็ดขาด.....พวกข้าได้เห็นและเชื่อแล้วว่าท่านเคานท์จะไม่ทอดทิ้งพวกเรา.....สิ่งที่พูดในวันนี้พวกข้าจะคิดว่าไม่เคยได้ยิน สิ่งที่เกิดทั้งหลายล้วนเป็นภัยธรรมชาติเท่านั้น.......พวกเราคงต้องขอตัวกลับเสียทีแวมไพร์หนุ่มและเหล่าแวมไพร์ทั้งหมดก้มหัวลงเล็กน้อย ก่อนจะออกจากห้องโถงไป

รู้สึกว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีเพียงแต่แวมไพร์กระมังท่านโหรวาลาร์ดพูดขึ้น เขาและแกรนด์เซลหันไปจับจ้องไปยังผ้าม่านสีเทายาวซ้ายมือที่ประดับอยู่ด้านในของประตูหน้าทางเข้าห้องโถง

มินาสะดุ้งสะตัวเมื่อรู้ว่าถูกจับได้ แต่เธอก็ไม่ได้ออกไปในทันทียังคงหลบอยู่ในผ้าม่านสีเทา ความกระวนกระวายเกิดขึ้นในจิตใจ เพราะหากออกไปเธอจะแก้ตัวว่าอย่างไรดี

ออกมาเถอะ มินา... แกรนด์เซลพูดเจาะจงไปที่ตัวเธอที่หลบซ่อนอยู่

มินาค่อยๆก้าวออกมาจากหลังผ้าม่าน พร้อมใช้นิ้วมือทั้งสองข้างสางผมที่กระเซิงอยู่ให้เข้ารูปทรง หญิงสาวแสดงสีหน้าเหมือนเด็กที่ถูกจับได้เมื่อกระทำผิด

มารยาทได้การแอบฟังผู้อื่นสนทนา. ฮึ ฮึ..เจ้าคงจดจำมาจากดินแดนของมนุษย์ที่เจ้าจากมา..แทนที่ เจ้าควรต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่...ดานูปไม่ได้สอนมารยาทของที่นี่ให้เจ้าหรืออย่างไร วาลาร์ดพูดเชือดเฉือนหญิงสาว

ท่าน!!มินาชะงัก ก่อนที่แก้มสีชมพูระเรื่อของเธอจะค่อยๆ ชัดขึ้นและลามไปถึงใบหู

มินาจำนนต่อคำพูดของวาลาร์ด ถึงแม้เธออยากจะโต้เถียง แต่......นึกดูอีกทีเธอก็เสียมารยาทจริงๆ ที่แอบฟังการสนทนาเมื่อครู่ มินาจึงอดกลั้นอารมณ์โกรธและค่อยๆ ใช้น้ำเสียงปกติ

ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง...เพียงแต่ข้าจะอยากจะเข้ามา..มา..ถาม..เพียงแต่เห็นพวกท่านกำลังสนทนา..ข้าจึงหาจังหวะที่จะเข้าไปไม่ได้...จึง..แอบมินาพูดอำอึ้งเพื่อเริ่มคิดเรื่องที่จะพูด

เจ้าหลบอยู่จนกระทั่งฟังทั้งหมดที่พวกเราคุยกัน ช่างมีมารยาทเสียจริงๆ นะ คุณหนูวาลาร์ดยิ้มเยาะ ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้

นางคงไม่ได้ตั้งใจหรอกท่านเคานท์เสียงแหบแห้งแต่แผงไปด้วยความอ่อนโยนพูดตัดบทขึ้น

ว่าแต่เจ้าคงหายตกใจกับเหตุการณ์คราวนั้นแล้วนะมินา แกรนด์เซลพูดต่อ

ท่านหมายถึงความมหัสจรรย์ที่ข้าได้รับจากสิ่งที่พวกท่านเรียกกันว่า ดวงตาแห่งโลหิต อย่างนั้นหรือมินายกคิ้วงอนขึ้นและมองไปยังวาลาร์ด

เจ้าคงจะรู้เรื่องของมันมาบ้างแล้วใช่ไหมแกรนด์เซลยิ้ม

เพราะข้าคิดว่า ข้าควรจะมีสิทธิ์รู้ข้อมูลกับสิ่งที่ข้ากำลังเผชิญอยู่...ถือซะว่าเป็นการปรับตัวให้เข้ากับดินแดนแห่งนี้...อย่างที่ท่านต้องการไงล่ะมินายกมือกอดอก เชิดหน้ามองวาลาร์ดเล็กน้อยผ่านขนตางอน ก่อนจะหันไปยิ้มให้แกรนด์เซล

ดวงตาแห่งโลหิต เป็นสิ่งที่สำคัญกับปีศาจอย่างพวกเรามากแกรนด์เซลพูดขึ้น

หากข้าเดาไม่ผิด....ดินแดนแห่งนี้กำลังถึงคราววิบัติเพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งของพวกท่าน..ได้หายไป..แต่ทำไมข้าต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่พวกท่านต้องสะสางมันเองด้วยเล่ามินาพูดขึ้น พร้อมมองวาลาร์ดด้วยแววตาแห่งความคับข้องใจ

เพราะดวงตาแห่งโลหิตได้เลือกเจ้าละมัง......เจ้าคิดว่าข้าดีใจนักหรือที่ให้มนุษย์อ่อนแออยากเจ้ามารับรู้เรื่องของพวกเรา...สาวน้อยวาลาร์ดลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินเข้าไปหามินา

เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว มินาก้าวขาข้างหนึ่งไปข้างหลังเล็กน้อยเพราะเธอไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้ามาพูดคุยกับเธอ หรือคิดทำร้ายกันแน่ วาลาร์ดขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ออกมาจากตัวหญิงสาวจนเขาเอื้อมมือข้างหนึ่งเข้าไปสัมผัสปลายผมสีบอร์นที่นุ่มราวกับเส้นไหมชั้นเลิศและพินิจตัวหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ มินาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือของวาลาร์ดสัมผัสเส้นผมของเธอ มินามองลึกเข้าไปในแววตาใคร่รู้สีมรกตที่จ้องมองตัวเธอราวกับว่าเขาสะกดร่างเธอไม่ให้เคลื่อนไหว สีชมพูระเรื่อๆ ค่อยๆ ชัดขึ้นบนแก้วนุ่มเนียนของหญิงสาวเมื่อชายหนุ่มแสดงอาการราวกับจะโน้นใบหน้าเข้าใกล้ มินารวมรวมสติและปัดมือของวาลาร์ดที่ถือดีมาสัมผัสเส้นผมของเธอพร้อมถอยห่างออกมาพร้อมกับจิตใจที่เต้นรัว

ท่านทำอะไรนะมินาพูดเสียงแข็งและแฝงไปด้วยความประหม่าที่ไม่อาจปกปิดได้

วาลาร์ดไม่ตอบเพราะเขาก็หาเหตุผลไม่ได้เช่นกันที่ทำเช่นนี้ วาลาร์ดกลับหลังหันเดินขึ้นไปหยุดอยู่ข้างเก้าอี้และใช้มือข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้โดยที่ตัวเขายังหันหลังให้หญิงสาวอยู่

มินา...ข้าจะเล่าทุกอย่างที่เจ้าอยากรู้ทั้งหมดให้เจ้าได้ฟังแกรนด์เซลพูดก่อกวนความเงียบขึ้น

มินาหันไปพยักหน้าเล็กน้อยให้แกรนด์เซล แต่ยังปรายสายตามองผ่านขนตาเรียวงอน จับจ้องแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อคลุมกำมะหยี่สีแดงช้ำที่ยังไม่ยอมหันมาเผชิญหน้ากับเธอ....

แกรนด์เซลเชื้อเชิญมินาเข้าไปสนทนาในห้องบนหอคอย ในห้องของเขามีหลายสิ่งที่ทำให้หญิงสาวเข้าใจได้ง่ายขึ้น

.......

ทันทีที่มินานั่งลงยังโซฟายาวในห้องเขา แกรนด์เซลเริ่มทบทวนเรื่องราวๆ ที่หญิงสาวได้ล่วงรู้มาก่อนหน้านี้ ชายผู้ลึกลับที่เธอเห็น การเกิดดวงตาแห่งโลหิต การมีอยู่ของดินแดนแห่งปีศาจ และตลอดถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญ...ร่วมกับวาลาร์ดและแวมไพร์ทั้งหมด....นับจากนี้ไป........

ต่อตอนที่ 18

2006/Dec/11

ข้าสัมผัสถึงจิตของเซริม...มันแผ่วเบานัก........วาลาร์ดหลี่ตาสีมรกต มองทอดยาวไปยังภูมิทัศน์ด้านหน้าระเบียง สายลมเย็นพัดปลายผมสีดำขลับของเขาปิดใบหน้าได้รูปของเขา แต่ไม่อาจปกติสายตาครุ่นคิดที่แสดงออกได้

เซริมหรือขอรับ....อัสรันเดินขึ้นมาขนาบข้างวาลาร์ด เขาใช้มือเกาะระเบียงและมองไปยังด้านที่วาลาร์ดกำลังเพ่งพินิจแต่ก็เจอเพียงผืนป่าที่ไกลสุดลุกหูลูกตาที่ยังไม่หิมะสีขาวโพรนปกคลุมอยู่บางแห่ง

ใช่..........เหมือนเขากำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่ยากจะต่อกรไหว....ข้าสัมผัสได้ถึงจิตที่สับสนและอ่อนแอวาลาร์ดยังจับจ้องไปยังภูมิทัศน์ด้านหน้า

ข้าไม่เชื่อว่าเซริมจะพ่ายแพ้ปีศาจชั้นต่ำพวกนั้นอัสรันทำสีหน้าจริงจัง

เซริมไม่มีทางพ่ายแพ้ปีศาจพวกนั้นหรอก แต่เขากำลังพ่ายแพ้กับสิ่งที่ยากจะหวนคืน วาลาร์ดนึกถึงครั้งที่เขารับตัวเซริมมาจากดินแดนแห่งมนุษย์

สิ่งที่ยากจะหวงคืน?อัสรันทวนคำพูดของผู้เป็นนาย แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะถามมากไปกว่านี้

อัสรันวาลาร์ดหันมาตบบ่าข้างหนึ่งของอัสรัน

ข้าขอสั่งให้เจ้าไปยังดินแดนแห่งหมอก.....เพื่อเตือนสติเซริมให้คืนมาวาลาร์ดเอ่ยต่อ

ขอรับท่านเคาน์ทอัสรันโค้งรับคำสั่งด้วยความดีใจทันที เพราะเขาต้องการรับภารกิจนี้พร้อมกับเซริมตั้งแต่แรก

อัสรันกระโดดขึ้นไปบนระเบียงและจำแลงกลายเป็นค้างคาวตัวใหญ่ทันทีที่วาลาร์ดชี้ไปยังทิศทางที่เซริมอยู่ เขาทะยานบินขึ้นฟ้าออกไปเดี๋ยวนั้น โดยมีวาลาร์ดยืนมองตามหลังด้วยความหวั่นไหวต่อสิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น

..

ฟื้นแล้วเหรอ แวมไพร์ที่รักของข้าหญิงสาวฉีกยิ้มให้กับแวมไพร์หนุ่มที่โดนมัดมือทั้งสองข้างเข้ากับผนังถ้ำ

เจ้าทำแบบนี้ทำไม ..คาเรน?เซริมเปล่งเสียงเพียงน้องนิด เพราะฤทธิ์ยาพิษยังคงวนเวียนอยู่ เขาหันสำรวจข้อมือทั้งสองข้างที่ถูกพันธนาการไว้ตอนนี้อย่างไร้เรี่ยวแรง

ชาวบ้านต้องการตัวท่าน หากข้าไม่ทำเช่นนี้ พวกนั้นจะฆ่าข้าคาเรนยกมือทั้งสองข้างไปสัมผัสที่แก้มซีดขาวของแวมไพร์หนุ่ม และส่งสายตาเวทนา

เซริมรับสัมผัสจากมือทั้งสองข้างของหญิงสาว บัดนี้มันไร้ซึ้งไออุ่นเพราะมันไม่ต่างจากอุณหภูมิในร่างกายเขาในครานี้ ช่างเย็นเยือกยิ่งนัก...........

ครู่หนึ่งมีเสียงผีเท้าหลายคู่เดินมาทางนี้ หญิงสาวหันไปมองผู้ที่มาใหม่พร้อมโค้งให้เล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มให้เซริมและจากออกไปจากถ้ำ

เราจะทำยังไงกับแวมไพร์ตนนี้ดีล่ะ ท่านผู้เฒ่าเสียงหนึ่งที่บ่งบอกว่าเป็นบุรุษเพศ พูดขึ้น

เผามันซะ ก่อนที่พลังของมันจะฟื้นคืนและมาทำลายพวกเราตามคำทำนาย...ชายชราพูดขึ้น เขากระทุ้งไม้เท้าที่พยุงตัวเขาลงบนพื้น ก่อนที่จะยกมันชี้ไปตรงหน้าเซริม

ชาวบ้านสองสามคนช่วยกันแก้เชือกที่พันธนาการข้อมือทั้งสองข้างของเซริมที่ติดกับผนังถ้ำออก และดึงมือของเขาเข้าหากันเพื่อคล้องด้วยโซ่ตรวจสีเงินขนาดใหญ่...

ระหว่างทางที่ออกจากถ้ำนั้น เซริมสังเกตเห็นผู้คนมากมายที่ชักสีหน้าเกี้ยวก้าวเกินกว่าจะเป็นใบหน้าของมนุษย์...แต่เมื่อเขาหลับมาและลืมมันขึ้นมาใหม่ ใบหน้าที่เขาเห็นเมื่อครู่ก็กลับเป็นใบหน้าของมนุษย์ธรรมดา.......

เขาถูกพาขึ้นไปยังผาสูงที่เป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน ซึ่งเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามันมันมีหินผานี้อยู่ตรงจุดนี้

ชายผู้หนึ่งจับมือทั้งสองของเซริมที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวจยกขึ้นเหนือศีรษะของเซริมและอ้อมไปเพื่อให้โซ่นั้นคล้องกับปลายหลักด้านหลังเซริม

เสียงสะบทและโห่ร้องพร้อมกับคำสาปแช่งดังก้องอยู่เบื้องล่าง บ้างก็โยนก้อนหิน หรือข้าวของที่พอจะหาได้ขึ้นมายังหลักที่มีเซริมถูกตรึงอยู่

เอาไฟมา....เผามันซะ!ชายชราพูดขึ้น

เซริมที่เงยหน้าช้าๆ มองผู้ที่ถือท่อนไม้ที่มีไฟสีม่วงลุกโชนอยู่ปลายด้านบน

คาเรน เจ้าคงโกรธแค้นที่ข้าไม่อาจช่วยเหลือเจ้าในตอนนั้นเซริมพูดอย่างแผ่วเบา

หญิงสาวไม่ตอบ...นางได้เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากและเลื่อนสายตาเพ่งมองไปยังชายหนุ่มที่ถูกตรึงด้วยโซ่ตรวน หญิงสาวค่อยๆ ย่อตัวนั่งลง และเลื่อนปลายท่อนไม้ที่มีเปลวไฟสีม่วงลงบนพื้นดิน เปลวไฟค่อยๆ ลุกลามเป็นวงกลมบนพื้นดินล้อมรอบเซริม และมันก็คอ่ยๆ ลุกโชนขึ้นอย่างช้าๆ

เซริมหลับตาลงเหมือนกันยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเกรงกลัวแต่หวาดหวั่นแต่อย่างใด ราวกับว่าเขาพร้อมที่จะชดใช้ให้กับสิ่งที่เขาทำเมื่อครั้งอดีต กับนาง.....

เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ....!!! เสียงบุรุษเพศดังกึกก้องเหนือท้องฟ้า

สิ้นเสียงบุรุษนิรนาม ก็ปรากฏสายลมที่เกรี้ยวกราวพุ่งมากระทบกับหลักด้านหลังที่ตรึง เซริมไว้จนหลักที่ดูมั่นคง โอนเอนให้เห็น....สายสมได้เปลี่ยนเป็นลมวนพัดวนไปยังเปลวไฟสีม่วงที่ลุกโชนจวนที่จะติดปลายผ้าคลุมของผู้ที่เป็นเชลย ให้ดับมอดลง...

อัสรัน? เซริมลืมตาขึ้นมอง

แวมไพร์อีกตัวงั้นริ....ชิ!!มันเข้ามาได้โดยที่เราไม่อาจจับพลังได้เช่นไรกันเสียงแหบแห้งของผู้เฒ่าดังขึ้น พร้อมทั้งรีบเงยหน้ามองหาเจ้าของเสียงนั้น....พลางค่อยๆ ถอยล่น ออกห่างจากเซริม

แต่ก็เหมือนรู้สึกบางอย่างกระทบและทะลุเข้าไปในหน้าอกของตนอย่างรวดเร็ว...

อ๊ากก???!!ชายชราร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด ทันที่ที่เห็นท่อนแขนของบุรุษนิรนามทะลวงเข้าในกลางอกของตน เลือดสีฟ้าค่อยๆ ทะลักออกมานองพื้นดินที่เขายืน

เขาค่อยๆ บิดแขนตนเองที่ติดอยู่กลางอกของชายชราและหมุนเป็นครึ่งวงกลมก่อนจะถอนมันออกมามองดูเลือดสีฟ้าที่อาบผ่ามือเขาอยู่ด้วยแววตาอาฆาตและเกรี้ยวกราด ชายชราล้มลงกองกับพื้นจมกองเลือดของตนเอง

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันถอยล่นอย่างหวาดกลัว หญิงสาวหวาดกลัวเกินจะมีเรี่ยวแรงเดินไหน นางนั่งลงบนพื้นหน้าเซริมและเบิกตาโพลงมองท่านผู้เฒ่าที่โดนฆ่าตาย

แก...เจ้าปีศาจแวมไพร์...แกฆ่าท่านผู้เฒ่า คาเรนชี้หน้าอัสรันด้วยความโกรธแค้น

เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก...เจ้าปีศาจเอลล์....แม้จะแปลงกายเป็นอิสตรีที่งดงามกว่านี้ ข้าก็สามารถฆ่าเจ้าโดยไม่ลังเลสักนิดทันทีที่พูดจบ อัสรันก็เข้าไปคว้าคอของหญิงสาวและยกนางขึ้นเหนือพื้นดิน

ปรากฏร่างอันอัปลักษณ์ของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้อัสรันตะคอกใส่หญิงสาวที่อยู่ในกำมือของเขา

ชะ ช่วยข้าทีท่านเซริม.....หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา เพราะลำคอของนางอยู่ในกำมือของอัสรัน

ปล่อยนางซะ อัสรัน.....เซริมมองหน้าสหายด้วยแววตาเย็นชา

นางไม่ใช่มนุษย์ผู้นั้นหรอก เซริม... มันคือปีศาจเอลล์จำแลงกายมาหลอกเจ้า เจ้าไม่เห็นรึว่าพวกมันกำลังจะเผาเจ้าเมื่อครู่ หากข้ามาไม่ทันเจ้าอาจจะดับสูญไปแล้วก็ได้....อัสรันพูดอย่างฉุนเฉียว

ข้ายอมดับสูญ...หากให้นางอภัยให้ข้า...สายตาเซริมดูว่างเปล่าราวกลับกำลังต้องมนต์สะกด

เจ้ามันบ้าไปแล้วเซริม....ฟื้นจากอำนาจของพวกมันสักทีสิ นางที่อยู่ตรงหน้าเจ้าในตอนนี้ไม่ใช่คาเรน.......พวกมันกำลังควบคุมจิตใต้สำนึกของเจ้าเท่านั้น!!!อัสรันค่อยๆเกรงข้อมือและค่อยๆ บีบคอนุ่มๆ ของหญิงสาวที่ปีศาจเอลล์จำแลงมา

จังหวะที่อัสรันคิดจะฆ่าปีศาจเอลล์ตนนี้ให้ดับสูญในมือของเขา ฉับพลันก็มีพลังพุ่งเข้าปะทะด้านข้างของเขา จนเขาต้องปล่อยมือออกจากหญิงสาว แต่อัสรันเพียงแค่เสียหลักเพียงเล็กน้อย

บัดนี้โซ่ตรวนที่พันธนาการข้อมือของเซริมหลุดออกอย่างง่ายดาย ราวกับมันไม่สมารถพันธนาการเขาได้ตั้งแต่แรกหากเขาไม่จำยอม....... แต่ด้วยฤทธิ์ของยาพิษที่แทรกซึมทั่วร่างมันยังคงทำให้เขาอ่อนแอและควบคุมจิตใจเขาอยู่ ไม่ต่างอะไรกับซากศพที่เดินได้

ทันที่หญิงสาวเป็นอิสระร่างของนางก็ค่อยๆ กลับไปเป็นปีศาจเอลล์ที่หน้าตาอัปลักษณ์ รวมไปถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

เซริมเจ้าดูสิ....นางที่เจ้าเห็นมันก็เป็นเพียงแค่ปีศาจชั้นต่ำเท่านั้นอัสรันชี้ไปที่ปีศาจเอลล์ที่ทำสีหน้าล้อเลียนเขาชวนให้หงุดหงิด

ครานี้สหายของเจ้าได้ตกอยู่ในอำนาจของข้า.....เจ้าเรียกยังไงเจ้านี่ก็ไม่มีทางสนใจเจ้าไปมากกว่าข้า...ฮะๆๆปีศาจเอลล์ยิ้มเยาะ

มาดูดีกว่าว่า ข้าจะเล่นอะไรสนุกๆ กับเจ้าได้บ้าง....ดวงตาของปีศาจเอลล์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสด มันเพ่งดวงตาไปยังดวงตาของอัสรันเพื่อที่จะควบคุมจิตใจสำนึกของเขา เหมือนกันที่มันได้ทำกับ เซริม

ครู่หนึ่งปรากฏลมวนรอบตัวๆ อัสรัน และบรรยากาศรอบข้างค่อยๆ เปลี่ยนไป อัสรันพบว่าเขายืนอยู่บนสุดของภูเขา ปลายมันแหลมจนมีที่ยืนเพียงฝ่าเท้าสองข้างของเขา รอบตัวเขามีหุบเขาและหน้าผามากมายสลับซับซ้อนเรียบรายอยู่ ทัศนีย์ภาพช่างดูวังเวงราวกลับที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ อัสรันระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือภาพมายาที่ปีศาจเอลล์สร้างขึ้นเพื่อทำลายเขาเฉกเช่นที่ทำกับ เซริม ภาพมายาจะสร้างจากจิตใจสำนึกของผู้ที่ถูกครอบงำ แต่เขานึกไม่ออกเสียด้วยซ้ำว่าเขาเคยอาศัยอยู่ในที่ๆ แบบนี้เมื่อครั้งอดีต

ทำได้สมจริงดีนี่นา......ขนาดลมที่พัดผ่านมายังเย็นเยือกราวกับอยู่บนยอดเขา....แต่เจ้าก็ทำให้ข้าได้ประหลาดใจเพียงแค่นี้แหล่ะอัสรันสอดส่ายสายตาอย่างไม่ประมาท

อัสรัน อากอน......เสียงนุ่มลึกของบุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างแผ่วเบา

อัสรันหันมองเจ้าของเสียงนั้นอย่างไม่รีรอ บุรุษผู้นี้ยืนอยู่บนยอดเขาอีกลูกที่ถัดไปจากจุดที่อัสรันยืนอยู่ บุรุษที่มีผมสีทองรับกับใบหน้าเข้ารูปเขาสวมใส่อาภรณ์ที่ทำผ้าชั้นดีปักด้วยลวดลายที่คล้ายกับเสื้อของขุนนาง ทับกับผ้าคลุมกำมะหยี่สีแดงปักเลื่อมตรงปลายผ้าคมที่มีรวดลายไม่ต่างจากอาภรณ์ของเขา เขากวาดมือข้างหนึ่งไปด้านข้างลำตัวก่อนโค้งตัวเล็กน้อย อัสรันสังเกตุเห็นมีโลหะเงินปลายแหลมลาดลายวิจิตรหุ้มปลายนิ้วชี้ของเขาอยู่

สายตาของชายแปลกหน้าที่ส่งมา ช่างดูคุ้นเคยนัก แต่หากให้นึกทบทวนไปครั้งอดีตหรือความทรงจำที่เก็บไว้ อัสรันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าเขาพบชายผู้นี้ที่ใด...เพียงแค่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเท่านั้น

เจ้าจำข้าไม่ได้นั้นหรือ อัสรันเขาเอ่ยถามพลางเสยปลายผมที่ปกปิดใบหน้าเล็กน้อย

เจ้าปีศาจ.....เจ้าคิดจะสร้างภาพมายากับข้าอย่างนั้นหรือ...แต่ที่เจ้าแปลงเป็นผู้ใดกันเล่า....ดูถ้าเวทมนต์ของพวกเจ้าจะใช้กับข้าไม่เป็นผลอัสรันยืนกอดอกนิ่งอย่างฉุนเฉียว

บุรุษนิรนามเลิกคิ้วพร้อมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะกวาดมือทั้งสองข้างราวกับเชื้อเชิญอัสรันให้ชมทัศนียภาพรอบๆตัว

เจ้ารู้หรือไม่ว่าหุบเขานี้..........มีชื่อว่าอะไร.....เจ้าจำไม่ได้เชียวหรือว่าครั้งอดีตมันสำคัญเช่นไรกับเจ้า....ชายแปลกหน้าพูดพลางจ้องมองแววตาสีน้ำเงินเข้มที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยของแวมไพร์หนุ่ม ราวกับต้องการให้คู่สนทนาพลั้งเผลอบอกบางสิ่ง

ชื่ออย่างนั้นหรือ?อัสรันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

บุรุษนิรนามกระชับผ้าคลุมเข้าหาตัวและยืนสงบนิ่ง เขาหลี่ตาลงจ้องมองอัสรันอย่างไม่วางตาเพราะแน่ใจกับสิ่งที่ค้นพบในจิตใต้สำนึกของอัสรัน

มันมีชื่อว่า อากอน สโตน....เจ้าไม่สงสัยอย่างนั้นหรือว่า ทำไมมันตรงกับชื่อของเจ้า อัสรัน อากอน...............เพราะเจ้าเติบโตจากที่แห่งนี้........ยังไงเล่าบุรุษนิรนามยิ้ม

ยังไม่ทันที่บุรุษผู้นี้เอ่ยจบ...อัสรันกระโดดเข้าประชิดตัวของเขาฉับพลันโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว...อัสรันชกเข้าไปกลางอกและต่อด้วยเตะเข้าข้างลำตัวของเขา จนชายผู้นี้กระเด็นไปติดหุบเข้าที่อยู่ข้างเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

อัสรันบินตามไปติด ๆ เพื่อไปกระชากตัวเขาให้ลุกขึ้นและผลักเข้ากับหินตรงหน้า

ข้าไม่เคยมีอดีต..ฉะนั้นภาพลวงตาที่เจ้าสร้างขึ้น...มันทำอะไรข้าไม่ได้.......หากยังไม่อยากดับสูญจงคลายเวทมนต์ซะ.......เจ้าปีศาจเอลล์อัสรันเน้นเสียงด้วยความโกรธ

เพราะนิสัยของเจ้าเป็นเช่นนี้ไงเล่า......ข้าถึงไม่ให้เจ้าทำภาระกิจนี้ปีศาจเอลล์ค่อยๆเปลี่ยนร่างเป็นอีกบุคคลที่อัสรันถึงกับกำมัดค้าง

เจ้ายังกล้าที่จะแปลงกายอีกนั้นหรือ เจ้าปีศาจ....ฮึ้ย

แต่คราวนี้ได้ผล ปีศาจเอลล์จำแลงกายเป็นวาลาร์ดนายหนือหัวที่อัสรันยำเกรงและพร้อมที่จะสละชีวิต ปีศาจเอลล์ใช้จังหวะที่อัสรันลังเลมันเตะเข้าไปที่ท้องของอัสรันและหลบหนีไป

บรรยากาศรอบข้างค่อยๆ เปลี่ยนไป ราวกับว่ามันจะกลับคืนสู่ปกติ เขาพบว่าเขายืนอยู่ในป่าที่รกร้างและปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ อัสรันวิ่งเข้าไปหาเซริมที่ยังยืนเหม่อลอย

ตื่นสักทีสิ......เซริม!! อัสรันตบบ่าทั้งสองข้างของเซริมเพื่อให้เขารู้สึกตัว

เซริม ท่านต้องเลือกแล้วล่ะ ระหว่างข้า กับสหายแวมไพร์ของท่าน เมื่อครู่มันพยายามจะฆ่าข้า...ปีศาจเอลล์แปลงกายเป็นคาเรนอีกครั้ง มันชักสีหน้าเศร้าและเจ็บปวดกับบาดแผลบริเวณบ่าที่มีเลือดไหลที่มันสร้างขึ้น

เซริมในครานี้ถูกครอบงำส่วนจิตใต้สำนึก จนเกือบที่จะถูกกลืนกินจิตใจที่แท้จริงไป แววตาที่ฉายแววแห่งความว่างเปล่า...ความเศร้าที่ลึกราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ...เซริมหันหน้ามาหาอัสรันแต่แทนที่จะเป็นมิตร เขากับตั้งท่าเหมือนจะเข้าจู่โจมอัสรัน เซริมพุ่งเข้าไปหาอัสรันด้วยความเร็วคว้าคอเสื้อของอัสรันและเหวี่ยงเขากระแทกกับต้นไม้

เจ้าทำอะไรน่ะ เซริม.....เจ้าจู่โจมพวกเดียวเพื่อปีศาจชั้นต่ำนั้นเชียวหรืออัสรันรีบลุกขึ้นและคอยตั้งรับหากเซริมจะจู่โจมมาอีกครั้ง

แสงสีเงินถูกปล่อยออกมาจากผ่ามือเของเซริม มันก่อตัวหลายเป็นหอกปลายแหลม เซริมข้างมันออกไปทันที อัสรันกระโดดหลบได้หวุดหวิดหากช้าเพียงก้าวหอกปลายแหลมนั้นอาจจะทิ่มทะลุกลางอกของเขาได้

เจ้าคิดจะฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ.!!อัสรันไม่ยอมเป็นฝ่ายหลบหนีการโจมตีเขาหายตัวและไปโผล่มาด้านหลังเซริม และใช้ข้อศอกกระทุ้งไปด้านหลังของเซริมอย่างจัง

เซริมล้มลมแน่นิ่ง....อัสรันพยุงต่างของเซริมขึ้น แต่จังหวะที่เขากับหลังจะจับไปที่บ่าบ้างหนึ่ง เซริมก็เอี้ยมตัวลุกขึ้นและสร้างหอกปลายแหลมพุ่งใส่อัสรันทันใด

ฮึ้ย!! อัสรันขบฟันด้วยความเจ็บปวด....เขาใช้มือข้างหนึ่งหยุดการโจมตีของหอกสีเงิน อัสรันกำปลายแหลมของหอกสีเงิน แม้มันจะก่อตัวเกิดจากพลังงาน แต่ความคมนั้นก็ไม่แพ้อาวุธชั้นดี เลือดสีแดงฉานของอัสรันไหลเป็นทางยาว......แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมัน

ตื่นสักทีสิ รู้สึกตัวสักทีสิ บ้าชิบ!!!อัสรันตะคอกใส่เซริม

กลีบดอกโรสแมรี่ลอยล่องมาหยุดอยู่บนบ่าของเซริม ทันทีที่กลีบนั้นหล่นถึง....ดวงตาของเซริมที่หมู่ครู่มีแต่ความว่างเปล่าราวกับต้องมนตรา...ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม เซริมคลายพลังที่เกือบจะฆ่าสหายลง หอกสีเงินได้สลายไป

อัสรัน.....เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร? ทันทีที่จิตใจปรากฏจากการครอบงำ เซริมก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมพลางนึกถึงเรื่องราวก่อนที่เข้าจะถูกควบคุมจิต

ข้าทำร้ายเจ้า.........ไม่น่าให้อภัยตัวเองจริงๆเซริมเอ่ย

อย่างนั้นเจ้าก็จัดการปีศาจชั้นต่ำที่อยู่ตรงหน้าเจ้าแทนข้าทีสิ...และหวังว่าเจ้าจะไม่โดนมันครอบงำเป็นครั้งที่สองนะอัสรันค่อยๆ ยืนขึ้นพร้อมกับเซริม

เซริมหันไปมองหญิงสาวที่ปีศาจเอลล์แปลงกายมา บัดนี้สายตาเขาชาเฉยเกินกว่าที่ปีศาจเอลล์จะสร้างภาพมายาตบตาเขาได้อีก

ขะ ข้า เคเรน คนรักของท่าน ท่านจำไม่ได้หรือปีศาจใช้เสียงหญิงสาวอ้อนวอนเซริม

เจ้าไม่ใช่นาง....ข้ามั่นใจอย่างแน่แท้เซริมคว้าคอของปีศาจเอลล์

แรงบีบทำให้ปีศาจเอลล์ดิ้นทุรุนทุรายจนจำยอมกลับร่างเดิม......เซริมปลอยมือจากคอของมัน

ทำไมเจ้าคิดทำร้ายพวกข้า......เราสองเผ่าพันธ์ได้ตกลงไว้ว่าจะไม่ต่อสู้กันมาช้านานแล้วมิใช่หรือเซริมเอ่ยถาม

เจ้าจะไปสนทนากับมันทำไมเล่า เมื่อครู่มันเกือบจะฆ่าเจ้า และข้า เสียด้วยซ้ำ...ฆ่ามันซะ เซริมอัสรันตะโกนตามหลัง

ปีศาจเอลล์ค่อยๆ ลุกขึ้น ส่งสายตาโกรธเกี้ยว ก่อนจะตอบ

หลายปีก่อน อัญมณีศักดิ์..ได้ทำนายว่า...เมื่อดินแดนปีศาจได้มีการเปลี่ยนผู้นำ ความหายนะจะเข้ากลืนกินทุกหย่อมย่าน ..... ปีกสีดำของค้างคาวจะปกคลุมเหนือท้องฟ้า...ดินแดนแห่งหมอกจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของปีศาจแวมไพร์.....ปีศาจเอลล์พูด

พวกข้าจำต้องปกป้องเผ่าพันธุ์ข้า....

เซริมได้ยินดังนั้น เขากลับหลังหันเดินมาที่อัสรัน

เราไปกันเถอะอัสรันเซริมเอ่ยเบาๆ

เจ้าถูกครอบงำอีกหรือไง....ปีศาจพวกนี้มันทำร้ายพวกเรา เจ้าจำไม่ได้ริ..อัสรันทำสีหน้าสงสัยปนฉุนเฉียว เขาจะเดินเข้าไปหาปีศาจเอลล์เพราะเขาโมโหเกินกว่าจะให้เรื่องยุติเพียงแค่นี้ แต่ถูกเซริมดึงข้อมือไว้....เซริมส่ายหน้าบอกให้อัสรันอยู่เพียงเท่านี้

อัสรันสะบัดข้อมือและเดินสามขุมออกไปนอกป่าอีกด้านหนึ่งที่เป็นทางเชื่อมต่อไปยังดินแดนอื่น

คำทำนายของพวกเจ้าอาจจะเป็นจริง หรือไม่นั้น ข้าไม่อาจจะคัดค้านความเชื่อของพวกเจ้าได้...แต่สิ่งที่หนึ่งที่ข้าเชื่อ........อำนาจด้านมืดนั้น...นายท่านของข้าจะเป็นผู้ทำลายเองเซริมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

นายของท่านปีศาจเอลล์ถามต่อ

ท่านเคาน์ท วาลาร์ด อิสคาริโอท ผู้ปกครองดินแดนแวมไพร์ตะวันออกเซริมเอ่ยด้วยแววตาเชื่อมั่น ก่อนจะหันหลังเดินจากไป....

เอลล์ตัวอื่นๆ ค่อยๆ ออกมาจากที่หลบซ่อน ต่างมากันมายืนมองตามแผ่นหลังภายใต้ผ้าคลุมสีดำของแวมไพร์ที่กำลังจะเดินจากไป

................

เจ้าใจอ่อนเกินไป เซริมอัสรันพูดขึ้นทันทีที่เซริมเดินมาถึง

พวกเขาทำเพื่อปกป้องดินแดนของตัวเอง ก็เหมือนกับที่เราปกป้องดินแดนของเรา...แล้วแผลที่มือเจ้าเป็นเช่นไรเซริมเอ่ย

อัสรันยกมือขึ้นให้เซริมดู มันหลงเหลือร่องลอยของแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พลังเพียงแค่นั้น ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก...มันไม่ใช่พลังที่เจ้าตั้งใจปล่อยออกมาจริงๆอัสรันยิ้ม

สายลมเย็นพัดพากลิ่นหอมของดอกโรสแมรี่ป่า เซริมหันไปมองต้นกำเนิดของกลิ่นหอมนั้น ดอกโรสแมรี่ที่ขึ้นตรงโคนต้นไม้ด้านหน้าของป่าทางเข้าไปยังดินแดนแห่งหมอก มันผลิดอกส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งราวกับว่าจะบอกลาแวมไพร์หนุ่ม.......

...อันเป็นที่รัก...........

ทั้งสองแปลงกายเป็นค้างคาวบินจากไป

...แม้จะไม่ได้บอกรักนางเป็นครั้งสุดท้าย....

...แต่มันจะสำคัญอะไรเล่า......................

...ในเมื่อเขาไม่เคยลืมเลือนความรักของเขาที่มีต่อนาง........

...แม้ซักราตรีกาล..........................

2006/Dec/06

Chapter 15 ดินแดนต้องคำสาป

เทียนไขทีละเล่มค่อยๆ สว่างขึ้น และครบ 1000 ดวง ทันทีที่วาลาร์ดนั่งลงยังเก้าอี้เหล็ไหลและสลักรูปค้างคาวใหญ่เกาะอยู่บนก้าวอี้นั้น

วาลาร์ดทำแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายและหดหู่เผยออกมาพร้อมทั้งกุมหน้าผากครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เขานึกถึงเรื่องของมินาวนเวียนในหัว ใบหน้าของหญิงสาวลอยเด่นในมโนภาพของเขาในครานี้ มันชั่งรบกวนและน่าเดียจฉันสำหรับความรู้สึกว่างเปล่าที่เขาสัมผัสอยู่เสมอ

ทำไมข้าต้องนึกถึงใบหน้าของนางและคำพูดของนาง บ้านัก!วาลาร์ด สบถเบาๆ กับตัวเอง แม้แวมไพร์ไม่เคยรับรู้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเช่นมนุษย์ แต่วูบหนึ่งที่เขาเห็นดวงตาสีน้ำตาลเป็นกระกายของหญิงสาวผุดขึ้นมายังมโนภาพในจิตใจของเขาสร้างมันขึ้น โดยที่เขาสาบานได้ว่าไม่ได้สั่งมัน เขาพลับหลับตานิ่งและสะบัดศีรษะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินวนเก้าอี้เหล็กไหลนั้น

ความกระวนกระวายเช่นนี้ เขาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน

และซื้อนางมาเพื่ออะไรกัน วาลาร์ดนึกถึงภาพแรกที่เขาเจอเธอ ...... ครั้งที่เขายื่นมือเข้าไปรับร่างอันขอบบางของเธอ และพลังชีวิตที่น่าประหลาดที่มันพวยพุ่งออกมาจากหญิงสาวที่เหมือนมีแต่เขาที่สัมผัสได้...........หากเป็นเพราะเขาต้องการเพียงลิ้มรสเลือดในกายของเธอ......มันคงไม่ใช่แน่....

เขาขมวดคิ้วจนคิ้วโก่งหนาสีดำขลับของเขาแทบจะชนกัน เขาส่ายหน้าเบาๆเพื่อเตือนตัวเองให้นึกถึงเรื่องที่สำคัญกว่าหญิงสาวมนุษย์ นั่นคือการปกป้องดินแดนนี้

..ปลุกดวงตาทั้งสอง ทั้งในมินาและตัวของท่านให้ตื่นจากนิทรา.... วาลาร์ดนึกทบทวนคำพูดของแกนดม์เซล ซึ่งเป็นคำพูดที่เป็นปริศนาให้แก่เขา....

หรือคำตอบมันอาจจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบรรดาหนังสือที่บอกเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตกาลของเขาในห้องหนังสือ วาลาร์ดคิด พลันนั้นเขาใช้มือขวาตบลงบนพนักพิงของเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กไหล ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงนั้น

............................................

เซริมรับรู้ถึงลมอุ่นๆ ที่พลัดกระทบแก้มซีดๆ ของเขา ขณะที่เขากำลังบินอยู่บนฟ้าเพื่อไปยังดินแดนใหม่ และจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าร่างกายเขาล้าเกินกว่าจะบินบนฟ้า เซริมจึงเปลี่ยนมาเดินทางบนพื้นดิน

เซริมหยุดยืนมองป่าทืบที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าเบื้องหน้าอย่างสงสัยก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปเผชิญหน้า

เซริมรับรู้ถึงพลังประหลาดที่แผ่วเบาจนแทบจะจับสัมผัสไม่ได้ พลังแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้....เพราะมันคือพลังแห่งชีวิต

สายลมเอื่อยๆ พัดสอดแทรกออกมาจากป่านี้ พัดพากลิ่นหอมของดอกไม้ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี จนเซริมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่า พื้นที่แถบนี้ มีต้นโรสแมรี่ ขึ้นอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ

เขาก้าวเท้าเข้าไปในผืนป่าทืบที่อยู่ตรงหน้า ความฉงนมันผุดขึ้นในความคิดเขามากขึ้นทุกที เมื่อเขาเห็นต้นโรสแมรี่ผลิดอกเต็มตรงโคนต้นไม้ใหญ่ เกือบทุกต้นที่สายตาคู่งามของเขาสาดส่องไปถึง สภาพอากาศในผืนป่านี้เป็นไปไม่ได้ที่ต้นโรสแมรี่จะผลิดอกให้เห็น เพราะมันดูอบอุ่นราวกับป่าเขตร้อน ต้นไม้ใหญ่เล็กเกือบทุกต้นล้วนผลีใบเป็นสีเขียว มันจึงขัดกลับความรู้สึกโดยสิ้นเชิง เซริมเดินไปหยุดหน้าดอกโรสแมรี่ใกล้ๆ กับโคนต้นไม้ผุที่อยู่ข้างๆเขา เขาเอื้อมมือเพื่อที่จะไปสัมผัสมันเพราะไม่เชื่อสายตาว่า มันคือดอกโรสแมรี่ที่ 1 ปี จะมีให้เห็นในดินแดนแวมไพร์

ยังไม่ทันที่เขาจะได้สัมผัสกลับกลีบบางๆ ของมัน ลมวนพัดประทะร่างเขาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวจนเซริมต้องผละออกมาและเซเข้าประทะกับต้นไม้ด้านหลัง แต่มันก็ไม่อาจจะทำอะไรเขาได้ไปกว่าทำให้เขาตกใจเท่านั้น

ทันทีที่สายลมแผ่วไป เขาก็เดินไปตามทางที่สายลมพัดมาโดยทันที และความรู้สึกเดิมๆ ที่เขาปกปิดไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในจิตใจเขา พลันค่อยๆ แสดงออกมา ทันทีที่เขามองเห็นแสงไฟจากตะเกียงในบ้านหลังหนึ่งที่ช่างดูคุ้นเคยมากนัก เขาตรงไปยังบ้านหลังนั้นโดยไม่รอให้จิตใจฉงนไปมากกว่านี้

ยิ่งเข้าใกล้บ้านหลันนี้ ยิ่งดูคุ้นตา และเขายังจำมันได้ดีมันเพราะมันไม่เคยลบเลือนไปจากจิตใจเขาเลย เซริมเดินสำรวจรอบๆ บ้านหลังนี้ด้วยความปรารถนาลึกๆ ว่าจะเจอกับบางสิ่ง... แต่ทำไมเมืองๆ นี้ บ้านหลังนี้ มันถึงมาโผล่ยังดินแดนแห่งนี้ได้ มันไม่น่าจะเกิดขึ้น

เซริมหลับตานิ่ง เขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาเห็นคือเรื่องจริง มันอาจจะเกิดจากอำนาจของปีศาจตนใดตนหนึ่ง ที่มีพลังสร้างภาพหลอนให้เขาเข้ามาติดกับก็เป็นได้ เซริมพยายามหาสัมผัสของพลังงานหรือเวทมนตร์ที่สร้างสิ่งนี้ขึ้น แต่เขาไม่อาจรับรู้ถึงพลังใดๆได้เลย.......แม้มันเหมือนจะมีพลังงานบางอย่างแต่มันแผ่วเบาเกินกว่าจะเป็นพลังอำนาจมากพอที่จะสร้างภาพหลอนได้ถึงขนาดนี้

ท่านเซริม?? เสียงเล็กๆของหญิงสาวดังมาจากเบื้องหลังของเขา

เสียงที่ฟังดูคุ้นหูกระทบโสตประสาทของเขา คล้ายกับว่าเสียงนั้นแฝงไปด้วยเวทมนต์สะกดทุกสิ่งให้แน่นิ่ง เซริมเบิกตาโพลงก่อนจะค่อยๆ หันไปมองเจ้าของเสียงอันไพเราะนั้น วินาทีที่สายตาของเขาปะทะดวงตากลมโตของเจ้าของเสียง ดังหัวใจเขากลับมาเต้นอีกครั้ง หรือรับรู้สึกจังหวะชีวิตของมนุษย์ ทั้งที่เขาไม่อาจจะสัมผัสหรือเข้าใจมันได้เลย

คา..........เรน?เซริมเปล่งเสียงสั่นเทา เรียกชื่อของหญิงสาวที่เขาคิดว่าเป็นนาง

หญิงสาวยิ้มปนหัวเราะขบขันชายหนุ่มที่ทำหน้าราวกับเป็นภูติผี

ใช่ข้าเองนางเอ่ย

หญิงสาวที่มีใบหน้าเหมือนคาเรนหญิงสาวมนุษย์ที่เขาถวิลหา.....ปรากฏกลายเบื้องหน้าเขา เซริมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาทำสีหน้าประหลาดและและฉงนและไม่ละสายตาจากหญิงสาว จนกระทั่งเธอชวนเขาเข้าไปในบ้านหลังโตของเธอ

นางที่อยู่เบื้องหน้า คือ คาเรนจริงหรือ เพราะเขาจำภาพครั้งสุดท้ายที่เห็นนาง คือนางเสียชีวิตในกองเพลิง ในปราสาทหลังเก่าที่ทรานซิลเวเนีย อย่างแม่นยำ

เจ้าคือ คาเรน จริงหรือ เซริมยังไม่ละสายตาจากนาง

ท่านจำข้าไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ท่านเซริมคาเรนนั่งลงบนโซฟาบุด้วยหนังสัตว์พร้อมเซริม นางยืนมือไปสัมผัสฝ่ามือของเซริมที่เย็นราวกับน้ำแข็ง เซริมรับรู้ถึงไออุ่นจากร่างกายนางในทันที

แต่เจ้า.......

ยังไม่ทันที่เซริมจะเอ่ยต่อ หญิงสาวโผลเข้ากอดเขาโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัว บัดนี้นางอยู่ในอ้อมอกเขา เสียงหัวใจของนางกระทบแผ่นอกของเซริม ราวกับว่าบัดนี้เขาและเธอใช้หัวใจร่วมกัน คาเรนกอดเซริมแน่นราวกับว่านางจะไม่มีวันปล่อยเขาไปตลอดกาล มือทั้งสองข้างของเขายื่นไปโอบแผ่นหลังของหญิงสาวโดยที่เขายังไม่ทันได้สั่งการ เหมือนมันรับรู้ว่าตลอดราตรีที่แสนจะยาวนาน เขารอคอยสิ่งใดอยู่ แต่ด้วยตลอดเวลาที่เขาคิดว่านางได้ตายจากเขาไปแล้ว จิตใจเสี้ยวนั้นของเซริมจึงสั่งให้เขาผละตัวเขาออกจากเธอ เซริมใช้ทั้งสองมือจับที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของคาเรนและดันตัวนางออกเบาและจะลุกขึ้นและเดินออกจากบ้านไปด้วยความสับสน โดยไม่สนใจเสียงเรียกของนาง......

เซริมเงยหน้ามองท้องฟ้าที่สว่างไสวได้ด้วยดวงดาวนับล้านดวง ทัศนียภาพที่รายล้อมเขาช่างไม่ต่างจากราตรีแรกที่เขาเจอนาง ยิ่งตอกย้ำให้ความเศร้าและความรู้สึกผิดพลาดที่เก็บซ่อนมายาวนานค่อยๆ เผยออกมา หากสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาเมื่อครู่คือคาเรนจริง......... เขาก็อยากจะบอกความรู้สึกที่เขาปกปิดไว้ให้นางได้รับรู้ เมื่อครั้งร้อยปีที่ผ่านมาเขายังไม่ทันได้เอ่ยมันออกไป

แต่หากคิดทบทวนดูให้ดี นางไม่น่าจะมาปรากฏอยู่ยังดินแดนของปีศาจได้ แต่หากนางคือปีศาจจำแลงเพื่อมาลวงตาเขา เหตุใดเขาถึงไม่สามารถรับรู้ถึงพลังหรือกลิ่นไอปีศาจ เพียงแต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือไออุ่นและเสียงหัวใจของหญิงสาวที่ดูไร้พิษภัยต่อเขา และหากนางคือปีศาจจริงเขาจะกล้าลงมือฆ่าปีศาจที่มีหน้าตาของหญิงคนรักได้งั้นหรือ..........

ท่านคงไม่เชื่อว่าคือข้า........หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปนเศร้า

เซริมถึงกับสะดุ้งเมื่อนางเข้ามาหยุดอยู่หลังเขา โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกต อาจเพราะจิตใจที่สับสนทำให้เขากำลังคิดทบทวนเรื่องต่างๆ จนทำให้เขารู้สึกเชื่องช้า...........

ทั้งที่ข้าคิดถึงท่านมาตลอด...แต่ท่านกลับไม่ไว้ใจข้าคาเรนเอ่ยพร้อมปล่อยน้ำตาออกมา พร้อมนั่งลงบนพื้นหญ้า

เซริมคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาวทันทีที่นางนั่งลง เขายื่นมือข้างหนึ่งไปปาดน้ำตาที่รินไหลจากดวงตาคู่งามของนาง ในครานี้แม้นางจะเป็นปีศาจจำแลงกายมาจิตใจของเขาก็ไม่นักแน่นพอที่จะทัดทานหญิงสาวตรงหน้าได้ เซริมโน้มตัวไปกอดคาเรนไว้แน่นจนหญิงสาวแทบจะแหลกลานไปกับอ้อมกอดและแผ่นอกใหญ่ของเขา สิ่งที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันคืนกลับมาบัดนี้มันได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา แม้มันจะเป็นเพียงภาพมายาหรือหลุมพรางของปีศาจร้ายเขาก็ไม่หวาดหวั่น

...........

คาเรนพาเซริมกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง........

แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และรวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ช่างคล้ายกับ....เซริมพยายามซักถามสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

หญิงสาวสาย ข้าก็ไม่รู้ เมื่อข้าตื่นขึ้นอยู่ที่นี่แล้ว........เพื่อรอคอยท่านมาตลอด นางยังอยู่ในอ้อมกอดเขา

เจ้าไม่น่าจะรอดชีวิต หรือยังเป็นมนุษย์ อยู่เช่นนี้.หากเจ้ากลายเป็นแวมไพร์ข้ายังจะไม่สงสัยขนาดนี้เซริมเอ่ย

.............................................

ท่านเคาน์ทขอรับ ครานี้เซริมอยู่ที่ดินแดนไหนเหรอขอรับอัสรันเข้ามาพบวาลาร์ดในห้องหนังสือเพื่อไตร่ถามเรื่องราวของเซริม

วาลาร์ดวางหนังสือลงบนโต๊ะที่มีหนังสือและตำราหลายเล่มวางเรียงรายตรงหน้าเขาอยู่ก่อนแล้วก่อนจะเงยหน้ามองอัสรันที่ทำสีหน้าร้อนรน วาลาร์ดทำหน้าขรึมเพ่งมองไปยังอัสรัน แต่แววตาเขาหาได้จับจ้องไปยังอัสรันไม่ เหมือนเขากำลังใช้สมาธิเพ่งมองอะไรบางอย่างที่ห่างไกล ก่อนที่จะพูดพร้อมกับขมวดเล็กเล็กน้อย

ดินแดนแห่งหมอก....?? เซริมอยู่ในดินแดน...........แห่งเอลล์....แต่ที่สำคัญกว่านั้นวาลาร์ดละสายตาจากอัสรันและหันไปยังหน้าต่างด้านหลังของเขาแทน

ดินแดนเอลล์อัสรันทำสีหน้าสงสัย เขาพอจะรู้จักปีศาจแบบที่เรียกว่าพวกเอลล์ เผ่าพันธ์เอลล์คือพวกที่ถนัดการใช้เวทมนต์ในการปกป้องตนเองหรือสู้รบ แต่อัสรันก็ยังไม่เคยเผชิญหน้าปีศาจเผ่าพันธุ์นี้มาก่อน นอกจากฟังจากคำบอกเล่า.....

แม้พวกเอลล์จะเป็นปีศาจระดับล่าง แต่หากหลงเข้าไปยังดินแดนของพวกมัน ก็อาจจะทำให้เสียเปรียบได้เช่นกัน...วาลาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงและแววตานิ่ง

แต่เซริมคงไม่พลาดท่าเสียทีพวกเอลล์หรอกขอรับอัสรันตอบอย่างมั่นใจ

ข้าก็ขอให้เป็นอย่างนั้น....วาลาร์ดหันมาตอบอัสรันด้วยแววตาที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก และเดินนำหน้าอัสรันออกไปนอกห้องหนังสือ

..

หญิงสาวยื่นมือทั้งสองข้างเข้ากุมมือข้างหนึ่งของเซริมและดึงมือเขามาแนบติดกับหัวใจของนาง

ข้าคือคาเรน ของท่าน..........ได้ยินเสียงหัวใจของหญิงที่รอคอยคนรักมานานแสนนานหรือไม่....ท่านเซริมคาเรนยิ้มและส่งสายตาวิงวอนถึงเซริม

เซริมรับผู้การจังหวะการเต้นของหัวใจของนางอย่างแจ่มชัด แววตาของหญิงมนุษย์ที่เขาถวิลหา รอคอยนับร้อยปี มาอยู่ตรงหน้าเขา นั่นคือเรื่องจริง? เขาไม่ได้หลับฝันหรือต้องมนต์สะกดของเทพแห่งจันทราแต่อย่างใด มันคือสิ่งที่แจ่มชัดตรงหน้า นางกลับมาหาเขาอีกครั้งกลับมาเพื่อให้เขาบอกสิ่งที่เขาต้องการจะเอื้อนเอ่ยกับนางเมื่อครั้งอดีต? แล้วทำไมต้องยังกังขาสิ่งใดอยู่

เซริมเปลี่ยนจากถูกกุมมือ มาเป็นผู้กุมมือหญิงสาว กลิ่นดอกโรสแมรี่ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งและชวนเคลิบเคลิ้ม ให้ผู้ได้กลิ่นเหมือนถูกต้องมนต์ ในครานี้เบื้องหน้าเขามีแต่คาเรนหญิงคนแรกที่เขารัก เขาไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ทุกอย่างรอบตัวมันช่างดูว่างเปล่า ล่องลอย ....ปีศาจแวมไพร์...แม้หัวใจไร้ซึ่งเสียงเต้นรำแต่บัดนี้.....แต่เขากลับเหมือนตนเองกำลังเต้นรำใต้แสงจันทราไปพร้อมกับนาง...

ในครานี้เขาเป็นฝ่ายเข้าโอบกอดนาง...หญิงสาวก็รับการสัมผัสอย่างยินยอม เซริมซุกหน้าของเขาลงที่ซอกคอของหญิงราวและกอดนางแนบชิดขึ้นราวกับว่าเขาจะไม่ปล่อยนางไปชั่วนิรันดร์......

อยู่กับข้าที่นี่เถอะ....ที่รักของข้า....หญิงสาวหลี่ตาลงราวกับคิดอะไรบางอย่าง พลางค่อยเลื่อนมือข้างหนึ่งที่โอบกอดแผ่นหนังของเซริมลงช้าๆ และค่อยๆ ล้วงเข้าไปใต้โซฟาด้านหลังเซริม เพื่อหยิบบางอย่าง....หญิงสาวบรรจงใช้มือเรียวดึงกริดสีเงินออกมาอย่างเบามือเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มที่ตกอยู่ในพวงค์ความรักรู้ตัว

อยู่กับข้าที่นี่.......ชั่วนิรันทร์....เถอะ...เจ้าแวมไพร์เอ๋ยหญิงสาวใช้มืออีกข้างหนึ่งกอดเซริมแน่นและบิดข้อมือข้างที่ถือกรีดสีเงินอยู่โดยให้ปลายกริดหันเข้าหากลางแผ่นหลังของชายหนุ่ม

ฉึกกก..!!!!?

ทันทีที่ปลายกริดทิ่มแทงเข้ากลางหลังเซริม....เขาได้เพียงแค่ทำหน้าฉงนต่อสิ่งที่หญิงสาวกระทำแต่หลังจากนั้น สติของเขาก็ค่อยๆ ลดลง.....เพราะยาพิษที่อาบปลายกริดที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในร่างของเขา

หญิงสาวหัวเราะร่าด้วยความพอใจ ก่อนจะผละตัวออกจากแวมไพร์หนุ่มที่ล้มตัวฟุบลงบนโซฟา

ยังหรอก คิดจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้ มันจะไปสนุกอะไรเล่าเสียงของหญิงสาวค่อยๆ ทุ้มขึ้น รวมไปถึงร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป.....หูทั้งสองข้างค่อยๆยื่นยาวโผล่พ้นเส้นผมอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่ดูคล้ายกับหนูจมูกโตและลำตัวที่หดสั้นลงเหลือครึ่งหนึ่ง.....มันคือ เอลล์ที่แปลงกลายมา......

..............................................

ด้วยพิษจากปลายกริดทำให้เขารู้สึกเกร็งและชาไปทั้งตัว มันถือเป็นยาพิษที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์เอลล์ในแดนแห่งหมอกโดยเฉพาะ เพื่อใช้หยุดสัตว์ร้ายหรือปีศาจที่มีขนาดใหญ่ที่หลงเข้ามาในดินแดนแห่งหมอกแห่งนี้ได้ชะงักงัน แม้จะไม่เคยทดสอบกับปีศาจแวมไพร์ก็เถอะ ?

...................................................................