มินาขอตัวแยกเดินขึ้นบันไดที่เชื่อมต่อไปยังห้องบนหอคอย เธอโบกมือเล็กน้อยให้เอเดรสที่เดินเลี่ยงออกไปด้านหลังปราสาท
มินาเปิดประตูห้องและปิดมันอย่างเบามือ เพราะสังเกตเห็นดานูปที่ยืนกุมมือมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยสายตาเศร้าสร้อยผิดจากท่าทางที่นางมักจะยิ้มแย้มเสมอ
ดานูป.มินาเดินเข้าไปใกล้ๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสบนบ่าของดานูปอย่างนุ่มนวล
อ้อ...มินา เจ้ามาแล้วเหรอ ดานูปเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที
เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจอย่างนั้นหรือ..?มินาถามต่อ
แววตาที่เศร้ามองของดานูปมันไม่ได้ช่วยปกปิดสิ่งที่นางกังวลได้เลย แม้นางจะชักสีหน้ายิ้มแย้มสักปานใด
เอ่อ..... ข้าเห็นท่านอัสรันเร่งรีบออกไป....ท่านเซริมอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็เป็นได้สีหน้าเป็นกังวลของดานูปเพิ่มขึ้น
ดูเจ้าจะกังวลเสียจริง.....หรือว่าเจ้า....มินาพูดพลางมองเข้าไปในแววตาเศร้าของดานูปราวกับเดาความนึกคิดของนางออกจนหมดสิ้น
เอ่อ....ไม่นะ ข้าไม่ได้ อ่อ ข้าเพียงแต่....อ่า..ดานูปเลื่อนสายตาไปด้านข้างและนั่งลงยังเก้าอี้ไม้ใกล้กับโต๊ะข้างเตียงนอน
ข้าคิดว่าคงจะไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก...เจ้าอย่าได้กังวลจนเกินเหตุ...หรือหากมีอะไรท่านอัสรันคงช่วยได้...มินานั่งลงบนเตียงนอนพลางโน้มตัวยื่นมือมาสัมผัสมือดานูป
นั่นสินะ...ดานูปยิ้ม
จริงสิ ดานูป ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะถามเจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างหน่อยได้ไหม มินาพูดขึ้น
หากข้าสามารถตอบได้ ข้าจะตอบ...เจ้ามีเรื่องอะไรที่อยากรู้งั้นหรือ??ดานูปมองมินาด้วยแววตาฉงนเล็กน้อย
มินายืนขึ้นและเดินไปหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนจะหันมาพูดต่อ
ดวงตาสีแดง มันคืออะไรกัน...ข้าได้ยินท่านโหรพูดกับท่านเคานท์ถึงเจ้าสิ่งนี้ราวกับมันเป็นสินที่สำคัญใหญ่หลวงมินาเอ่ยขึ้น
มันคือ ดวงตาแห่งโลหิตที่ เมื่อก่อนเคยผนึกเข้ากับดวงตาทั้งสองข้างของรูปปั้นซาตาน ก่อนที่ ดวงตาอีกข้างถูกขโมยออกไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน..... ข้าได้ฟังเพียงจากคำบอกเล่าจากแวมไพร์สู่แวมไพร์เท่านั้น....ดานูปเอ่ย
รูปปั้นซาตาน อยู่ที่ใดกัน?? มินาถามต่อ
รูปปั้นซาตานอยู่ในสธูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงท่านเคานท์หรือผู้มีสายเลือดแห่งผู้นำแวมไพร์เท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ แต่บัดนี้สธูปนั้นได้พังทลายลงเพราะดวงตาอีกข้างเริ่มสั่นครอน....แรงสั่นสะเทือนก่อนหน้านั้นยังไงล่ะดานูปชี้ออกไปหน้าต่าง ไปยังที่ตั้งเดิมของสธูปที่บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง
แวมไพร์ตนอื่นเคยเล่าว่า ดวงตาแห่งโลหิตทั้ง 2 ดวง มีความสำคัญต่ออาณาจักรแวมไพร์ และดินแดนปีศาจทั้งหมด ราวกับว่าหากไม่มีมัน ดินแดนทุกดินแดนก็จะล่มสลายสิ้น....ดานูปเล่าต่อ
หากมันเหลือเพียงดวงเดียวเล่า?มินาซักต่อ
ข้าก็หารู้ไม่... แต่สิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว หรือ หิมะที่หยุดตก อากาศที่เริ่มอุ่นขึ้น อาจจะเป็นสัญญาณเตือนเริ่มแรกที่เริ่มสำแดงเพื่อเตือนภัยว่า ดินแดนแวมไพร์ใกล้จะถึงคราววิบัติ....ดานูปยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างกวัดแกว่งอากาศ
เจ้าเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องต่างๆ มากมาย....คงหวาดกลัวกับสิ่งที่พบเห็นมากนัก...แต่สิ่งที่เจ้าได้เห็นใช่ว่าต้องการให้มันเกิดขึ้น......แต่ข้าเคยได้ยินมาว่าเมื่อก่อนที่ดินแดนแห่งนี้ก็ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรจากเมืองของมนุษย์ที่เราเคยอาศัยอยู่เลย.....แม้มันจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะอันหนาวเหน็บหรือมีเพียงแสงแห่งราตรีกาลเท่านั้น....แวมไพร์ที่นี่รักสันติสุขไม่ต่างจากมนุษย์
เจ้าคงลืมความเป็นมนุษย์สิ้นไปแล้ว.... ที่แห่งนี้ก็คงมีเพียงข้าที่เป็นมนุษย์มินาเอ่ย
ที่เจ้าได้รับอันตรายนั้น ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวบนดินแดงแห่งนี้หรอก เจ้าคงไม่รู้ว่าท่านเคานท์สั่งให้เราทั้งหมดที่รู้เรื่องการมาของเจ้า ปกปิดความเป็นมนุษย์ของเจ้า...
ข้าคงเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง ที่เลี้ยงไว้ดูเล่นกระมัง........พอเบื่อหน่ายก็ถูกกินเป็นอาหาร มินาเน้นเสียงหนัก
หากเจ้าลองที่จะเรียนรู้และลองปรับตัวเข้าหาพวกเรา.....เจ้าจะรู้ว่าแวมไพร์ไม่ได้มีเพียงด้านที่ชั่วร้ายหรือมีเขี้ยวที่แหลมคมไว้สังหารและดื่มเลือดเหยื่อ .....อีกด้านหนึ่งพวกเราก็ไม่ต่างจากมนุษย์..เพียงแค่บรรยากาศหนาวเหน็บรอบตัวพวกเราสร้างให้เราดูน่ากลัวเท่านั้น...แต่ภายในจิตใจที่ดูเย็นชา..มันโหยหาไออุ่นเพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป.....แวมไพร์ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนมาจากที่ๆ โหดร้ายทั้งสิ้น มีดินแดนแห่งนี้แหล่ะที่ทำให้ พวกเขารู้สึกปลอดภัย....พวกเราก็หวาดกลัวไม่ต่างจากมนุษย์หรอกนะ..ดานูปจูงมือมินามานั่งลงบนเตียง
พระเจ้าคงเกลียดข้า ที่คอยแกล้งข้าให้เจอแต่เรื่องร้ายๆๆมินาพูดตัดพ้อตัวเอง พลางโผเข้ากอดดานูป
ทุกอย่างมันล้วนเป็นโชคชะตาที่ทุกคนต้องเผชิญ..เหมือนเป็นบททดสอบจิตใจของแต่ละคนว่าเราจะเข้มแข็งพอที่จะผ่านอุปสรรคน้อยใหญ่ไปได้หรือไม่..แต่สุดท้ายข้าเชื่อว่า เราจะได้พบกับสิ่งที่ดีๆเสมอ..ดานูปพูดพลางกอดมินา
ที่เจ้าเล่าว่า แวมไพร์ที่อยู่ที่นี้ ล้วนมาจากที่ๆ โหดร้ายทั้งสิ้น....ก็คงไม่ต่างจากข้าเช่นกันสินะ แต่สิ่งที่ต่างไปคือข้าพบเจอสิ่งที่โหดร้ายครั้งในอดีตแล้ว ก็ยังต้องมาเจอกับสิ่งที่โหดร้ายกว่าอีก....มันเป็นโชคชะตาที่ทำให้ข้ามาอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ...แต่เหตุใดบททดสอบของข้ามันช่างลำบากแสนเข็นอีกทั้งพิสดารเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังมินาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพูดถึงโชคชะตาที่โหดร้ายของตัวเอง
เอาเถอะ....ข้าว่าตอนนี้เจ้าควรจะได้พักผ่อนเสียที...และเจ้าคงจะหิวแล้วเป็นแน่ ข้าจะออกไปนำอาหารขึ้นมาให้เจ้าแล้วกัน มินาดานูปลุกขึ้นจากเตียงก่อนสั่งให้มินานอนพักในช่วงที่นางจะไปนำอาหารขึ้นมาให้ มินาพักหน้าเป็นตอบรับ ก่อนที่ดานูปจะเดินออกจากขึ้นไป
เรื่องราวของดวงตาสีแดง หรือ ดวงตาแห่งโลหิตที่เธอได้รับรู้ ถือเป็นข้อมูลที่ทำให้เธอพอจะเข้าใจดินแดนแห่งนี้และสิ่งที่ดินแดนแห่งนี้กำลังเผชิญอยู่ได้มากขึ้น....แต่ยังไงซะมินาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดดวงตาสีแดงถึงได้สำแดงอิทธิฤทธิ์กับเธอทุกครั้งที่มีวาลาร์ดอยู่ด้วย.....ทำไมดวงตานั้นถึงได้แสดงอำนาจกับเธอที่เป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอ....คำถามนี้เธอไม่อาจจะถามดานูปได้....เพราะเธอรู้ดีว่าผู้ที่จะไขข้อกังขาทั้งหมดให้เธอคือใคร
พวกเรามาขอพบท่านเคานท์วาลาร์ด!!เสียงตะโกนจากชายผู้หนึ่งดังขึ้นป่วนความเงียบงันในห้องบนคอยคอย มินาจึงลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างเพื่อมองหาต้นต่อของเสียงนั้น
ด้านล่างของปราสาท มินามองเห็นแวมไพร์ อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็คงเป็นแวมไพร์ แวมไพร์ชายหญิงร่วม 10 คน มายืนออกันหน้าทหารสองนายหนึ่ง ด้านหน้าของปราสาทอิสคราริโอท ทหารสองนายปรึกษากันซักพักจึงให้หนึ่งในสองคนนั้นเข้าไปในปราสาท
มินาสงสัยจับจิตเหลือเกินว่าแวมไพร์เหล่านั้นมาด้วยเรื่องอะไรกัน ทั้งหมดล้วนทำสีหน้าหงุดหงิดและเป็นกังวลไม่ต่างกัน เธอจึงแอบออกจากห้องเพื่อลงไปดูเหตุการณ์ยังด้านล่างก่อนที่ ดานูปจะกลับมา
ท่านเคานท์คอยอยู่ในห้องโถงเรียบร้อยแล้ว พวกท่านตามข้ามาทหารที่เข้าไปรายงานท่านเคานท์กลับออกมาเพื่อบอกแวมไพร์ทั้งหมดเข้าพบวาลาร์ดได้
มินาลงมาถึงช่วงกลางปราสาทที่แวมไพร์ทั้งหมดกำลังเดินขึ้นไปยังห้องโถงด้านใด มินาพลางตัวอยู่หลังเสาหินต้นใหญ่ที่เรียงเป็นทางยาวก่อนจะถึงประตูทางเข้าห้องโถง
ท่านเคานท์ขอรับ แวมไพร์ยังหมู่บ้านด้านล่าง มาถึงแล้วขอรับทหารแวมไพร์รายงานวาลาร์ดก่อนจะโค้งตัวเดินออกไป เมื่อวาลาร์ดพยักหน้าให้
วาลาร์ดลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กไหลที่ด้านบนของเก้าอี้สลักรูปค้างค้าวตัวใหญ่ วาลาร์ดเดินมาเบื้องหน้าของเก้าอี้เล็กน้อยเพื่อสนทนากับแวมไพร์กลุ่มนี้ ครู่หนึ่งแกรนด์เซลเดินออกมาจากประตูบานเล็กด้านข้างของห้อง เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้อย่างสงบ
ท่านเคานท์ พวกข้าเป็นตัวแทนของแวมไพร์ทั้งหมดที่อาศัยยังหมู่บ้านด้านล่าง บัดนี้พวกเราอยู่อย่างหวาดกลัว กับสิ่งที่เกิดขึ้นแวมไพร์ตนหนึ่งที่เป็นตัวแทนของแวมไพร์ในนั้น ก้าวขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวแทนพูดกับวาลาร์ด
พวกเจ้าหวาดกลัวสิ่งใดกัน? วาลาร์ดเอ่ย
เอ่อ....เมื่อหลายราตรีก่อน.....พวกข้าเห็นแสงสีแดงพุ่งขึ้นหายขึ้นไปในก้อนเมฆ....และแรงสั่นสะเทือนเมื่อตอนนั้น..........รวมไปถึงแผ่นดินที่สั่นไหวนานกว่าเมื่อตอนแรก ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้....ข้าเพียงอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น...เขาพูดเสียงสั่นรัวและประหม่า เมื่อมองขึ้นไปประทะแววตาสงบนิ่งของวาลาร์ด
วาลาร์ดล่วงรู้ในทันที เมื่อได้ยินคำพูดของแวมไพร์หนุ่ม ด้วยปรากฏการณ์ต่างๆ นาๆ ที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่สิ่งปกติ แวมไพร์ไพร์เหล่านี้อาจระแคะระคายไปถึงเรื่องของดวงตาแห่งโลหิตที่ถูกขโมยรวมไปถึงการพังทลายของสธูปศักดิ์สิทธิ์
แวมไพร์หนุ่มหันไปพูดกับแวมไพร์ที่ในกลุ่ม ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ไม่มั่นใจว่าหากพูดออกไป ตนจะถูกลงโทษหรือไม่
บริเวณที่เกิดลำแสงสีแดง.....เอ่อ พ่อข้าบอกว่า....ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของสธูปศักดิ์สิทธิ์..
สิ่งที่เกิดขึ้น..มันคงทำให้พวกเจ้าหวาดกลัว...หวาดระแวงและเป็นกังวลอย่างมากใช่หรือไม่ วาลาร์ดพูดตัดบทขึ้น เพราะหากให้แวมไพร์หนุ่มพูดมากไปกว่านี้...สิ่งที่ยังอย่างรักษาให้เป็นความลับอาจจะถูกเปิดเผยก็เป็นได้
วาลาร์ดเดินลงไปหาชายหนุ่ม และหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
แต่ข้าก็ต้องขออภัยพวกเจ้าด้วยเช่นกันที่ไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญยิ่ง ทั้งที่พวกเจ้าทั้งหลายก็สมควรจะได้รับรู้.เพียงแต่ข้าไม่ต้องการให้แวมไพร์ทั้งหลายต้องมารับรู้ถึงสิ่งที่พวกข้ากำลังรับมือ....แต่ในเมื่อครานี้พวกเจ้าเกิดความระแวงสงสัย ถึงความไม่มั่นคงของดินแดนรวมไปถึงตัวข้า...ข้าก็คงไม่อาจปกปิดพวกเจ้าได้วาลาร์ดเอ่ยพลางประสานตากับแวมไพร์หนุ่มตรงหน้า
ความเชื่อมั่นและภักดีต่อท่านเคานท์ของเราไม่เคยสั่นครอนแม้สักครั้ง...เอ่อ...เพียงแต่ ขอให้พวกแวมไพร์ชั้นล่างอย่างพวกข้า ได้เป็นส่วนหนึ่งแม้มันจะเป็นเพียงพลังที่เล็กน้อยมากสำหรับท่านเคานท์แต่พวกข้าก็ไม่เพียงแค่เฝ้าดูและรอการช่วยเหลือเท่านั้นแวมไพร์หนุ่มเอ่ยด้วยถ้อยอย่างขึงขังพร้อมยิ้มตอบรับสายตานั้น
วาลาร์ดหันหลังกลับเดินกลับขึ้นมาหยุดอยู่หน้าเก้าอี้ และชำเลืองตาสื่อสารบางอย่างกับแกรนด็เซลก่อนที่จะหันหลังกลับมามองเหล่าแวมไพร์อีกครั้ง
ข้าคงจะปิกปิดพวกเจ้าไม่ได้ ว่าขณะนี้อาณาจักรของเรากำลังถูกลุกลานจากผู้ที่ต้องการจะครอบครองดินแดนแวมไพร์ บันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้น ซึ่งสัญญาณการลุกล้ำของศัตรูที่หวังจะทำลายและยึดครองดินแดนของเราทั้งสิ้น ....แต่ข้าหาได้นิ่งนอนใจไม่...ข้าจะยุติสิ่งที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด...ถือเป็นคำสัญญาจากข้าในฐานะแวมไพร์ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ วาลาร์ดเอ่ยพร้อมฉายแววตาแห่งความมั่นใจให้เห็น
ข้าไม่ต้องการให้แวมไพร์ด้านล่างเกิดความหวาดกลัว และตื่นตระหนกไปมากกว่านี้ ข้าย่อมรู้สึกผิดที่ทำให้เหล่าพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์รู้สึกเช่นนั้นวาลาร์ดพูดต่อ
ท่านเคานท์โปรดวางใจ....พวกข้าที่มาในวันนี้จะไม่มีตนใจเพ่งพลายเรื่องที่ได้รู้ในวันนี้เด็ดขาด.....พวกข้าได้เห็นและเชื่อแล้วว่าท่านเคานท์จะไม่ทอดทิ้งพวกเรา.....สิ่งที่พูดในวันนี้พวกข้าจะคิดว่าไม่เคยได้ยิน สิ่งที่เกิดทั้งหลายล้วนเป็นภัยธรรมชาติเท่านั้น.......พวกเราคงต้องขอตัวกลับเสียทีแวมไพร์หนุ่มและเหล่าแวมไพร์ทั้งหมดก้มหัวลงเล็กน้อย ก่อนจะออกจากห้องโถงไป
รู้สึกว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีเพียงแต่แวมไพร์กระมังท่านโหรวาลาร์ดพูดขึ้น เขาและแกรนด์เซลหันไปจับจ้องไปยังผ้าม่านสีเทายาวซ้ายมือที่ประดับอยู่ด้านในของประตูหน้าทางเข้าห้องโถง
มินาสะดุ้งสะตัวเมื่อรู้ว่าถูกจับได้ แต่เธอก็ไม่ได้ออกไปในทันทียังคงหลบอยู่ในผ้าม่านสีเทา ความกระวนกระวายเกิดขึ้นในจิตใจ เพราะหากออกไปเธอจะแก้ตัวว่าอย่างไรดี
ออกมาเถอะ มินา... แกรนด์เซลพูดเจาะจงไปที่ตัวเธอที่หลบซ่อนอยู่
มินาค่อยๆก้าวออกมาจากหลังผ้าม่าน พร้อมใช้นิ้วมือทั้งสองข้างสางผมที่กระเซิงอยู่ให้เข้ารูปทรง หญิงสาวแสดงสีหน้าเหมือนเด็กที่ถูกจับได้เมื่อกระทำผิด
มารยาทได้การแอบฟังผู้อื่นสนทนา. ฮึ ฮึ..เจ้าคงจดจำมาจากดินแดนของมนุษย์ที่เจ้าจากมา..แทนที่ เจ้าควรต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่...ดานูปไม่ได้สอนมารยาทของที่นี่ให้เจ้าหรืออย่างไร วาลาร์ดพูดเชือดเฉือนหญิงสาว
ท่าน!!มินาชะงัก ก่อนที่แก้มสีชมพูระเรื่อของเธอจะค่อยๆ ชัดขึ้นและลามไปถึงใบหู
มินาจำนนต่อคำพูดของวาลาร์ด ถึงแม้เธออยากจะโต้เถียง แต่......นึกดูอีกทีเธอก็เสียมารยาทจริงๆ ที่แอบฟังการสนทนาเมื่อครู่ มินาจึงอดกลั้นอารมณ์โกรธและค่อยๆ ใช้น้ำเสียงปกติ
ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง...เพียงแต่ข้าจะอยากจะเข้ามา..มา..ถาม..เพียงแต่เห็นพวกท่านกำลังสนทนา..ข้าจึงหาจังหวะที่จะเข้าไปไม่ได้...จึง..แอบมินาพูดอำอึ้งเพื่อเริ่มคิดเรื่องที่จะพูด
เจ้าหลบอยู่จนกระทั่งฟังทั้งหมดที่พวกเราคุยกัน ช่างมีมารยาทเสียจริงๆ นะ คุณหนูวาลาร์ดยิ้มเยาะ ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้
นางคงไม่ได้ตั้งใจหรอกท่านเคานท์เสียงแหบแห้งแต่แผงไปด้วยความอ่อนโยนพูดตัดบทขึ้น
ว่าแต่เจ้าคงหายตกใจกับเหตุการณ์คราวนั้นแล้วนะมินา แกรนด์เซลพูดต่อ
ท่านหมายถึงความมหัสจรรย์ที่ข้าได้รับจากสิ่งที่พวกท่านเรียกกันว่า ดวงตาแห่งโลหิต อย่างนั้นหรือมินายกคิ้วงอนขึ้นและมองไปยังวาลาร์ด
เจ้าคงจะรู้เรื่องของมันมาบ้างแล้วใช่ไหมแกรนด์เซลยิ้ม
เพราะข้าคิดว่า ข้าควรจะมีสิทธิ์รู้ข้อมูลกับสิ่งที่ข้ากำลังเผชิญอยู่...ถือซะว่าเป็นการปรับตัวให้เข้ากับดินแดนแห่งนี้...อย่างที่ท่านต้องการไงล่ะมินายกมือกอดอก เชิดหน้ามองวาลาร์ดเล็กน้อยผ่านขนตางอน ก่อนจะหันไปยิ้มให้แกรนด์เซล
ดวงตาแห่งโลหิต เป็นสิ่งที่สำคัญกับปีศาจอย่างพวกเรามากแกรนด์เซลพูดขึ้น
หากข้าเดาไม่ผิด....ดินแดนแห่งนี้กำลังถึงคราววิบัติเพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งของพวกท่าน..ได้หายไป..แต่ทำไมข้าต้องเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่พวกท่านต้องสะสางมันเองด้วยเล่ามินาพูดขึ้น พร้อมมองวาลาร์ดด้วยแววตาแห่งความคับข้องใจ
เพราะดวงตาแห่งโลหิตได้เลือกเจ้าละมัง......เจ้าคิดว่าข้าดีใจนักหรือที่ให้มนุษย์อ่อนแออยากเจ้ามารับรู้เรื่องของพวกเรา...สาวน้อยวาลาร์ดลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินเข้าไปหามินา
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว มินาก้าวขาข้างหนึ่งไปข้างหลังเล็กน้อยเพราะเธอไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้ามาพูดคุยกับเธอ หรือคิดทำร้ายกันแน่ วาลาร์ดขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ออกมาจากตัวหญิงสาวจนเขาเอื้อมมือข้างหนึ่งเข้าไปสัมผัสปลายผมสีบอร์นที่นุ่มราวกับเส้นไหมชั้นเลิศและพินิจตัวหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ มินาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือของวาลาร์ดสัมผัสเส้นผมของเธอ มินามองลึกเข้าไปในแววตาใคร่รู้สีมรกตที่จ้องมองตัวเธอราวกับว่าเขาสะกดร่างเธอไม่ให้เคลื่อนไหว สีชมพูระเรื่อๆ ค่อยๆ ชัดขึ้นบนแก้วนุ่มเนียนของหญิงสาวเมื่อชายหนุ่มแสดงอาการราวกับจะโน้นใบหน้าเข้าใกล้ มินารวมรวมสติและปัดมือของวาลาร์ดที่ถือดีมาสัมผัสเส้นผมของเธอพร้อมถอยห่างออกมาพร้อมกับจิตใจที่เต้นรัว
ท่านทำอะไรนะมินาพูดเสียงแข็งและแฝงไปด้วยความประหม่าที่ไม่อาจปกปิดได้
วาลาร์ดไม่ตอบเพราะเขาก็หาเหตุผลไม่ได้เช่นกันที่ทำเช่นนี้ วาลาร์ดกลับหลังหันเดินขึ้นไปหยุดอยู่ข้างเก้าอี้และใช้มือข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้โดยที่ตัวเขายังหันหลังให้หญิงสาวอยู่
มินา...ข้าจะเล่าทุกอย่างที่เจ้าอยากรู้ทั้งหมดให้เจ้าได้ฟังแกรนด์เซลพูดก่อกวนความเงียบขึ้น
มินาหันไปพยักหน้าเล็กน้อยให้แกรนด์เซล แต่ยังปรายสายตามองผ่านขนตาเรียวงอน จับจ้องแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อคลุมกำมะหยี่สีแดงช้ำที่ยังไม่ยอมหันมาเผชิญหน้ากับเธอ....
แกรนด์เซลเชื้อเชิญมินาเข้าไปสนทนาในห้องบนหอคอย ในห้องของเขามีหลายสิ่งที่ทำให้หญิงสาวเข้าใจได้ง่ายขึ้น
.......
ทันทีที่มินานั่งลงยังโซฟายาวในห้องเขา แกรนด์เซลเริ่มทบทวนเรื่องราวๆ ที่หญิงสาวได้ล่วงรู้มาก่อนหน้านี้ ชายผู้ลึกลับที่เธอเห็น การเกิดดวงตาแห่งโลหิต การมีอยู่ของดินแดนแห่งปีศาจ และตลอดถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญ...ร่วมกับวาลาร์ดและแวมไพร์ทั้งหมด....นับจากนี้ไป........
ต่อตอนที่ 18